โรคไข้สุกใส 1

นอก เหนือจากโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคหัดเยอรมันแล้ว โรคสุกใสเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าหนาวนี้เช่นกัน บางท่านอาจไม่คุ้นว่าโรคสุกใสคืออะไร แต่ถ้าพูดว่า “อีสุกอีใส” ก็คงพอจะคุ้นหูกันมากกว่า สมัยก่อนโรคนี้ยังไม่มีทางป้องกัน แต่ปัจจุบันมีวัคซีนช่วยป้องกันให้เราปลอดภัยจากโรคนี้ได้ เรามาทำความรู้จักโรคสุกใสกันนะคะ

โรคไข้สุกใส (Chickenpox หรือ Varicella)

โรคอีสุกอีใสหรือไข้สุกใส ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่แล้วมักจะมีอาการรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าในเด็ก เมื่อปี พ.ศ. 2553 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานโรคสุกใสจำนวน 49,189 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 77.22 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1 ถึง 3 ราย สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคแทรกซ้อนเช่น ปอดอักเสบ และ/หรือ ตับอักเสบรุนแรง การระบาดมักพบในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

โรคไข้สุกใสเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ วาริเซลลา (Varicella virus) หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 (Human herpes virus type 3) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อโดยการหายใจ ไอ จามรดกัน หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสหรืองูสวัดโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย

อาการ

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 วันจึงจะเริ่มมีอาการ เช่น ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน ต่อมาจึงเริ่มมีผื่นแดงที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วันหลังจากมีไข้ จะเป็นผื่นแดงราบก่อนแล้วจึงเปลี่ยนกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสอยู่ภายในและมี อาการคัน ตุ่มน้ำใสนี้มักเริ่มขึ้นที่หนังศีรษะตามไรผมก่อนแล้วจึงลามไปที่ใบหน้า แผ่นหลัง ลำตัว แขนและขา ทยอยขึ้นเต็มที่ภายใน 4 วัน บางคนอาจมีตุ่มแผลขึ้นในช่องปาก ทำให้เจ็บคอ ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย อีกลักษณะที่สำคัญคือตุ่มนูนใสนี้มักจะไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย ดั้งนั้นจึงพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ในขณะที่อวัยวะส่วนอื่นขึ้นเป็นตุ่มนูนใส หรือบางที่เป็นตุ่มหนอง หรือบางที่ผื่นสุกที่เริ่มตกสะเก็ด เป็นที่มาของชื่ออีสุกอีใส

การรักษาและวิธีปฏิบัติตัว

  1. ผู้ที่เป็นโรคไข้สุกใสส่วนมากจะหายเองได้ แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน
  2. โรคไข้สุกใสไม่มียาต้านไวรัส ดังนั้นการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอกินยาลดไข้เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามกินยาลดไข้ชนิดแอสไพริน เนื่องจากทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้
  3. ควรตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มคันสุกใส เพราะนอกจากจะกลายเป็นแผลเป็นที่รักษายากแล้ว ยังทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในเล็บและผิวหนังจนเกิดโรคผิวหนังแทรกซ้อน ได้ นอกจากนี้เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ เช่นที่ปอดจนเกิดฝีในปอดได้
  4. รับประทานอาหารได้ตามปกติ ทั้งเนื้อนมไข่ เพื่อให้ร่างกายเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อโรค แต่ควรลดอาหารรสจัดถ้ามีแผลในปาก
  5. โดยทั่วไปอาการไข้สุกใสจะค่อยๆ ทุเลาได้เองภายใน 1 ถึง 3 อาทิตย์ ในระยะนี้ให้ระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น แก้วหูอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือ ติดเชื้อในสมอง ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือ ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน) หรือ ปวดศีรษะมาก ซึมลง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

การป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยโรคสุกใสโดยตรง
2. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ
3. ควรทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4. ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดกระตุ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4 ถึง 6 ขวบ ปัจจุบันมีวัคซีนรวมของสุกใสและหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) ทำให้ถูกฉีดวัคซีนน้อยครั้งลง

ที่มา: ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

ขอขอบคุณ
ที่ปรึกษาบทความ : นายแพทย์พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ

โรคหัด และโรคหัดเยอรมัน

ทราบ หรือไม่ว่าโรคหัดและโรคหัดเยอรมัน เกิดขึ้นบ่อยในช่วงอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ที่สำคัญคือหากติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลให้ทารกพิการได้ วันนี้เรามาทำความรู้จักเพื่อเตรียมป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเจ้าโรคหัด ทั้งสองนี้กันค่ะ

โรคหัด (Measles หรือ Rubeola) เกิด จากเชื้อไวรัสรูบิโอลา (rubeola virus) พบมากในน้ำลายของผู้เป็นโรคหัด ติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมาก โดยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน โรคหัดเกิดได้กับทุกอายุและพบบ่อยในเด็กที่อายุระหว่าง 2 ถึง 14 ปี แต่ไม่ค่อยพบในทารกที่อายุน้อยกว่า 6 ถึง 8 เดือนเนื่องจากทารกเหล่านี้มีภูมิต้านทานที่ได้รับจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โรคนี้พบได้ตลอดปี ส่วนมากเกิดในช่วงฤดูหนาวจนถึงต้นฤดูร้อน โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์และเดือนสิงหาคม ในปี พ.ศ.2553 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานผู้ป่วยโรคหัดจำนวน 2,583 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 4.05 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน และพบว่าเกิดโรคแทรกซ้อนถึงร้อยละ 10.88 แต่โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ. 2553 พบว่าแนวโน้มอัตราผู้ป่วยจะสูงอยู่ 2 ช่วง ในปี พ.ศ. 2545 อัตราป่วย 16.49 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี พ.ศ. 2553 เกิดโรคหัดระบาด 3 ครั้ง คือ ภายในค่ายอพยพพนุโพธิ์ ค่ายผู้อพยพแม่หละ และกลุ่มทหารภายในกรมทหารราบที่ 11

ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการระบาด ของโรค นอกจากนี้ผู้ที่อาศัยอยู่รวมกันหนาแน่น หรือในศูนย์อพยพ วัด โรงเรียน ฯลฯ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคหัดได้

อาการ

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคหัดเข้าไปประมาณ 7 วันจึงจะเริ่มมีอาการ ช่วงแรกอาการคล้ายไข้หวัด และมีไข้สูงตลอดเวลา รับประทานยาลดไข้แล้วไข้ก็ไม่ลด อ่อนเพลีย ซึมลงหรือกระสับกระส่าย ร้องกวน เบื่ออาหาร น้ำมูกใส ไอแห้ง น้ำตาไหล ไม่สู้แสง หนังตาบวม บางรายอาจถ่ายเหลวบ่อยเหมือนท้องเดิน หรืออาจชักจากไข้ ต่อมาผื่นจะขึ้นเริ่ม ลักษณะเฉพาะของโรคหัดคือมีไข้สูง 3 ถึง 4 วันแล้วจึงเริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นเป็นจุดแดงเล็กๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด โดยเริ่มเห็นผื่นขึ้นที่บริเวณตีนผมและซอกคอก่อนเป็นอันดับแรก แล้วลามไปตามใบหน้า ลำตัวและแขนขา ผิวหนังโดยรอบอาจเป็นสีแดงระเรื่อ บางครั้งอาจมีอาการคันเล็กน้อย ผื่นจะไม่จางหายไปทันทีแต่จะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วันนับจากวันแรกที่ผื่นเริ่มขึ้น หลังจากผื่นจางลง มักเปลี่ยนเป็นสีคล้ำในช่วงแรก โรคหัดส่วนใหญ่หายได้เองและเกิดโรคแทรกซ้อนน้อย

อาการแทรกซ้อน

มักพบในเด็กขาดสารอาหาร ร่างกายอ่อนแอ โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ โรคปอดอักเสบ และโรคอุจจาระร่วง ซึ่งมักพบหลังผื่นขึ้น หรือเมื่อไข้เริ่มทุเลาแล้ว โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้คือ โรคสมองอักเสบ นอกจากนี้ขณะที่เป็นโรคหัด ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะลดลงทำให้มีโอกาสเป็นวัณโรคปอดได้ง่ายขึ้น

การรักษา

  • รักษาและปฏิบัติตัวเหมือนโรคไข้หวัดทั่วไป คือ พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวลดไข้ ไม่อาบน้ำเย็น กินยารักษาตามอาการ เช่นยาลดไข้
  • ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะในช่วงแรก เพราะถ้าแพ้ยาจะทำให้บอกความแตกต่างระหว่างผื่นแพ้ยากับผื่นโรคหัดได้ยาก
  • ถ้ามีอาการไอ เสมหะเริ่มข้นหรือเขียว หรือหายใจมีเสียงวี๊ด (wheeze)เนื่องจากหลอดลมตีบ ควรพบแพทย์

การป้องกัน

โดยปกติวัคซีนป้องกันโรคหัดเป็นวัคซีนตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขที่ ต้องฉีดให้เด็กทุกคนที่อายุระหว่าง 9 ถึง 12 เดือน ฉีดเพียงครั้งเดียวสามารถป้องกันโรคหัดได้ตลอดไป และให้ฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4 ถึง 6 ปี วัคซีนป้องกันโรคหัดมีทั้งชนิดเดี่ยวและชนิดที่รวมกับวัคซีนป้องกันโรคหัด เยอรมันและโรคคางทูม (MMR) ในเข็มเดียวกัน ขอรับการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้ที่สถานีอนามัยใกล้บ้านหรือโรงพยาบาลทั่วไป

โรคหัดเยอรมัน (Rubella)

โรคหัดเยอรมัน เกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลล่า (Rubella) มักพบการระบาดในโรงเรียน โรงงาน สถานที่ ทำงาน และระบาดบ่อยช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน เชื้ออยู่ในน้ำมูก น้ำลาย ติดต่อกันได้โดยการไอ จาม หรือสัมผัสน้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อหัดเยอรมันอยู่ เชื้อนี้มีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้ถึง 1 ปี เมื่อติดเชื้อแล้วจะยังไม่เกิดอาการทันที ใช้เวลาประมาณ 14 ถึง 21 วันจึงเริ่มเกิดอาการ อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนมากมักไม่มีอาการใดๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยและหายได้เอง แต่ถ้าสตรีมีครรภ์ติดเชื้อโรคหัดเยอรมันในช่วงอายุครรภ์ 3 ถึง 4 เดือนแรก จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อทารกในครรภ์ ทำให้เด็กที่เกิดมาพิการ เช่น สมองฝ่อ หูหนวก ต้อกระจกตา โรคหัวใจ คนที่เคยเป็นโรคหัดเยอรมันแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ไปตลอดชีวิต

อาการ

  1. สำหรับทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์จะมีโอกาสมีอวัยวะต่างๆ ผิดปกติได้ตั้งแต่กำเนิด ทั้งนี้ความรุนแรงขึ้นกับอายุครรภ์ที่ได้รับเชื้อ ถ้าติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมันในช่วง 4 สัปดาห์แรกของอายุครรภ์ พบว่าทารกมีโอกาสเกิดความพิการได้สูงถึงร้อยละ 50 ถ้าติดเชื้อในช่วงอายุครรภ์ที่ 5 ถึง 8 สัปดาห์ ทารกมีโอกาสเกิดความพิการได้ประมาณหนึ่งในสี่หรือร้อยละ 25 และถ้าติดเชื้อในช่วงใกล้คลอดคืออายุครรภ์ที่ 9 ถึง 12 สัปดาห์ ความพิการของทารกมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 8 ความพิการที่พบบ่อย ได้แก่ ความพิการทางตา เช่น ตาต้อกระจก ต้อหิน ความพิการที่หัวใจ หูหนวก ศีรษะเล็ก โครงสร้างสมองผิดปกติ ตัวเล็ก พัฒนาการช้า ตับโต ม้ามโต ตัวเหลือง มีจ้ำเลือดตามตัว และเกล็ดเลือดต่ำ
  2. สำหรับเด็กโต อาการโรคหัดเยอรมันจะเริ่มจากต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณหลังหู ท้ายทอยและด้านหลังของลำคอ มีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการคล้ายเป็นหวัด อาจเจ็บคอร่วมด้วย เมื่อมีไข้ประมาณวันที่ 3 จึงเริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นจะแบนราบ สีชมพูจางๆ เริ่มขึ้นที่ใบหน้าแล้วลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ผื่นเห็นชัดเจนบริเวณแขนขาจะหายไปในเวลา 1 ถึง 2 วัน จากนั้นสีของผิวหนังจะกลับเป็นปกติ ในเด็กอาจมีเพียงอาการผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้ หรือไม่มีอาการอื่นนำมาก่อน
  3. สำหรับผู้ใหญ่ อาการจะคล้ายที่พบในเด็ก แต่ผู้ใหญ่จะมีไข้สูงกว่าเด็ก ผู้หญิงอาจมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมด้วย

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ช่วงเวลาที่แพร่เชื้อได้มากที่สุดคือช่วง 2 หรือ 3 วันก่อนผื่นขึ้น และเมื่อผื่นขึ้นแล้วยังสามารถแพร่เชื้อได้อีกประมาณ 7 วัน ดังนั้นในช่วงดังกล่าวผู้ป่วยควรแยกตัวและไม่ไปคลุกคลีกับผู้อื่นเพราะ อาจกระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ

โรคแทรกซ้อน

ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อนขณะติดเชื้อโรคหัดเยอรมัน โรคแทรกที่พบได้คือ สมองอักเสบ ข้อนิ้วมื้อนิ้วเท้าอักเสบ ผู้หญิงที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกที่เกิดมามีความพิการได้

การรักษา

โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคที่ไม่มียาต้านไวรัส ถ้าเกิดในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ไม่ตั้งครรภ์ ให้รักษาตามอาการ เช่น กินยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ

กรณีที่เกิดการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะอายุครรภ์ 3 เดือนแรก แนะนำให้ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดดูว่าเคยมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหัด เยอรมันหรือไม่ กรณีตรวจไม่พบภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง ภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ต่อมา ถ้าผลตรวจยังคงเป็นลบ ควรตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อ 6 สัปดาห์หลังสัมผัสโรค การตรวจเลือดทุกครั้งควรดูผลเลือดควบคู่กับผลเลือดที่เจาะครั้งแรกด้วยเสมอ กรณีที่ผลเลือดทุกครั้งให้ผลลบแสดงว่าไม่มีการติดเชื้อหัดเยอรมัน แต่ถ้าตรวจครั้งแรกให้ผลลบและครั้งต่อไปให้ผลบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์จะแนะนำเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดกับทารกในครรภ์และอาจพิจารณาให้ ยุติการตั้งครรภ์

การป้องกันโรค

  1. โรคหัดเยอรมันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งอยู่ในวัคซีนรวม 3 โรค วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR) คือสามารถป้องกันโรคคางทูม โรคหัด และโรคหัดเยอรมัน ได้ภายในเข็มเดียวกัน วัคซีนที่ใช้สร้างจากการนำเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง เมื่อฉีดแล้วจะทำให้ร่างกายคนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นช้าๆ และขึ้นสูงสุดในสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 หลังฉีดวัคซีน

    สำหรับเด็กเล็ก วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์นี้ สามารถฉีดเข็มแรกให้กับเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดเข็มที่สองเมื่อเด็กอายุ 4-6 ปี สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสหัดเยอรมันก็สามารถ ฉีดวัคซีนดังกล่าวได้

    สำหรับผู้ใหญ่ที่จำประวัติการฉีดวัคซีนในอดีต ไมได้ ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคแล้วทั้งจากการได้รับวัคซีน หรือจากการติดเชื้อมาแล้วในอดีต ในปีพ.ศ. 2547 ที่จังหวัดเชียงราย ชลบุรี อุดรธานี และนครศรีธรรมราช ได้มีการศึกษาพบว่าประชากรที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้แล้วถึงร้อยละ 93 ด้วยเหตุนี้จึงไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในผู้ใหญ่ที่ไม่ทราบประวัติการฉีด วัคซีนในอดีต

    สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ล่วงหน้าก่อนที่จะตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
    สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ห้ามฉีดวัคซีนชนิดนี้เด็ดขาด

  2. นอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย ถ้าไอให้ใช้หน้ากากอนามัย หรือใช้มือปิดปากและจมูก และควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ

การแยกผู้ป่วย

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคหัดเยอรมัน ต้องอยู่แยกจากผู้อื่นโดยเฉพาะเมื่อมีผื่นขึ้นแล้วต้องอยู่ห่างผู้อื่นจนครบ 7 วันหลังผื่นขึ้น

สำหรับทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์และเกิดออกมามีความพิการ พบว่าเชื้อไวรัสหัดเยอรมันสามารถอยู่ในร่างกายทารกนั้นได้นานถึง 1 ปี จึงต้องแยกทารกออกจากเด็กอื่นเป็นเวลา 1 ปี หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อไวรัสภายในช่องจมูก ลำคอ และในปัสสาวะ เมื่ออายุ 3 ถึง 6 เดือน

ที่มา: ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

ขอขอบคุณ
ที่ปรึกษาบทความ : นายแพทย์พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ

โรคเอ๋อ หรือ Congenital Hypothyroidism

โรคเอ๋อหรือภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน

โรคเอ๋อ หรือ Congenital Hypothyroidism

เกิดจากการที่มีภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนในทารกแรกเกิด ซึ่งจะส่งผลทำให้เด็กมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมองช้าผิดปกติ จนถึงมีอาการแคระแกร็น และปัญญาอ่อนอย่างถาวร
กระทรวงสาธารณสุขของไทยเราได้มีการรณรงค์ให้ความรู้ และจัดทำแผนงานคัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิดแห่งชาติอย่างจริงจังขึ้นตั้งแต่ปี 2539 เพื่อลดอัตราการเกิดโรคนี้ ซึ่งประเทศชาติต้องรับภาระใช้งบประมาณในการดูแล โดยเฉพาะเด็กที่ถูกพ่อแม่ที่มีฐานะยากจนทอดทิ้งไว้ตามโรงพยาบาล ตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ เมื่อทราบว่าลูกตัวเองปัญญาอ่อนเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นปัญหาสังคมและสูญเสีย งบประมาณอย่างมากในทุกวันนี้
ทั้งที่โรคเอ๋อ …สามารถป้องกันได้ง่าย ตั้งแต่มารดาขณะตั้งครรภ์ หรือในช่วงทารกหลังคลอด 1 เดือนแรกก็ยังสามารถรักษาได้
โรคเอ๋อ 
โรคเอ๋อนี้เป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยมานานกว่า 20 ปี ซึ่งสาเหตุสำคัญของโรคนี้มาจากสองสาเหตุสำคัญ คือ จากการขาดสารไอโอดีนของผู้เป็นแม่ขณะตั้งครรภ์ หรือเกิดจากความผิดปกติในการผลิตธัยรอยด์ฮอร์โมนของทารกเอง
ทั้งสองสาเหตุสำคัญนี้จริงๆ แล้ว สามารถป้องกัน และรักษาได้ โดยสาเหตุแรกนั้นมารดาที่ตั้งครรภ์ต้องรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนให้มาก ขึ้น อาหารที่มีไอโอดีนสูงคือ อาหารทะเลทั้งหลาย รวมทั้งเกลือปรุงอาหารที่มีการเพิ่มสารไอโอดีนเข้าไปด้วย ก็จะป้องกันการขาดไอโอดีนได้ ในส่วนสาเหตุของโรคเอ๋อที่มาจากความผิดปกติในการผลิตธัยรอยด์ฮอร์โมนของทารก เอง อาจเกิดจากความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์ หรือเป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย หากตรวจทารกหลังคลอดภายใน 1 เดือน โดยเจาะเลือดจากส้นเท้า หรือหลังมือของทารกแรกเกิดเพียง 2-3 หยด แล้วนำไปตรวจวัดระดับธัยรอยด์ฮอร์โมน ถ้าพบความผิดปกติก็จะสามารถให้การรักษากลับเป็นปกติได้
ภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนคืออะไร 
เกิดจากที่ต่อมธัยรอยด์สร้างฮอร์โมนมาใช้ได้ไม่เพียงพอ ฮอร์โมนนี้มีความจำเป็นต่อพัฒนาการของชีวิตอย่างมาก เพราะเป็นตัวที่ควบคุมสมดุลของการเผาผลาญอาหาร ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้สร้างพลังงาน เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนมีทั้งแบบถาวร และแบบชั่วคราว แบบถาวรนั้นเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีความเสี่ยงมากกว่าใคร สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนผิดปกติแบบถาวร ได้แก่ ไม่มีต่อม หรือ ต่อมมีขนาดเล็กผิดปกติ หรือ ต่อมอยู่ผิดที่ ทำให้ต่อมนี้ทำงานได้ไม่ปกติ เป็นต้น ความผิดปกติเหล่านี้มักจะเป็นแต่กำเนิด

ส่วนภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมนแบบไม่ถาวร มักเกิดจากสาเหตุการขาดสารไอโอดีน หรือมารดาเป็นโรคธัยรอยด์บางชนิด และได้รับยารักษาอยู่ ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเรื้อรังหรือเป็นอยู่นาน ก็จะส่งผลให้ทารกในครรภ์มีปัญหาต่อพัฒนาการของสติปัญญาได้เช่นเดียวกัน
ข้อควรปฏิบัติของมารดาเพื่อป้องกันโรคเอ๋อ 
มารดาที่เป็นโรคธัยรอยด์จะต้องฝากครรภ์ โดยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ทารกแรกคลอดทุกคน ควรได้รับการตรวจเลือดวัดระดับธัยรอยด์ฮอร์โมน ภายใน 2-3 วัน หลังคลอด และรับการรักษาอย่างเคร่งครัดหากตรวจพบว่ามีภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน
อาการ 
ทารกที่เป็นโรคนี้ในช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือน อาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย บางรายทารกอาจมีอาการท้องอืด ไม่ค่อยร้องกวน สะดือจุ่น กระหม่อมปิดช้า ตัวเหลืองหลังคลอดนานกว่าปกติ ซึม หลับมาก ไม่ค่อยดูดนม เลี้ยงง่ายไม่โยเย ท้องผูก ผิวแห้ง ลิ้นโต ร้องเสียงแหบ และจะมีพัฒนาการช้า ร่างกายแคระแกร็น จนถึงปัญญาอ่อนในที่สุด
การวินิจฉัย 
ทำการตรวจเลือดภายใน 48 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อหาระดับฮอร์โมน TSH ถ้ามีแนวโน้มผิดปกติ ก็ควรตรวจยืนยันอีกครั้ง หากพบว่ามีความผิดปกติจริงก็สามารถรักษาได้จนทารกมีสติปัญญา และร่างกายปกติ แต่ถ้าพ้นจาก 3 เดือนไปแล้วร้อยละ 80 จะปัญญาอ่อนถาวร 
การรักษา

ให้ธัยรอยด์ฮอร์โมนทดแทน คือ L-thyroxin ซึ่งมีราคาถูก และปลอดภัย ส่วนจะรักษานานเท่าไรขึ้นกับความรุนแรง และสาเหตุของโรคว่าเป็นชนิดถาวรหรือไม่ ซึ่งอาจต้องรับประทานยาตลอดชีวิต

เมื่อลูกเป็นโรคภูมิแพ้จะมีการรักษาอย่างไร?

เมื่อลูกเป็นภูมิแพ้จะรักษาอย่างไร

เมื่อลูกเป็นโรคภูมิแพ้จะมีการรักษาอย่างไร?

สำหรับผื่นแพ้ทางผิวหนังที่เกิดขึ้นมักจะมีความคันและผิวแห้งแตก ซึ่งมีแนวทางการรักษาตามอาการ ดังนี้

  • ใช้ครีมบำรุงผิวชนิดที่เตรียมสำหรับผิวที่เกิดการแพ้ได้ง่ายทาตามตัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังในรายที่ผื่นแพ้ ค่อนข้างมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ครีม ที่มีส่วนผสม ของสเตอรอยด์ที่เหมาะสม กับผิวที่มีปัญหานั้นๆ ให้ทาเพื่อ ควบคุมอาการแพ้ไม่ให้ลุกลาม ซึ่งครีมยาเหล่านี้ ควรใช้ ตาม คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • ทานยาแอนติฮีสตามีน หรือ ที่เรียกกันว่า ยาแก้แพ้ ซึ่งจะมีผลในการลดอาการคันได้เป็นอย่างดี แต่อาจมีผลทำให้เด็กง่วงได้บ้าง
  • พยายามลดการสัมผัสกับ สารก่อแพ้ ลงให้มากที่สุด เช่น ถ้าลูกแพ้ขนแมว ก็ควรจะ เลิกเลี้ยงแมว เปลี่ยนเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างอื่นแทน หรือ แพ้ไรฝุ่น และฝุ่นมาก แต่ทั้งบ้านเป็นพรม ถ้าไม่ได้แก้ไข เรื่องพรมในบ้าน ก็จะทำให้อาการแพ้ฝุ่นไม่ค่อยจะดีขึ้น แม้ว่าจะทำการรักษาอย่างเต็มที่ ถ้าสามารถหยุดการสัมผัสกับสารที่แพ้ได้ ยิ่งนานเท่าไร ( อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ) ก็มีโอกาสที่ระบบภูมิแพ้ของลูกอาจจะดีขึ้นจนไม่เกิดปฏิกิริยาอีก เมื่อกลับมาสัมผัสสารนั้นๆ เช่น ในรายที่แพ้นมวัว หรือ สารอาหารบางชนิด แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกราย ( ต้องดูเป็นรายๆ ไป )
  • การทำการตรวจภูมิแพ้ (Allergy testing) ในเด็กเล็กนั้น ในบางกรณี อาจจะได้ผลไม่ชัดเจนและแปลผลยาก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก ยังทำงานไม่สมบูรณ์เต็มที่ ดังนั้นคุณจึงควรเลือกที่จะลดการสัมผัสกับสารก่อแพ้ให้มากที่สุดจะดีกว่า

จะมีทางป้องกันโรคภูมิแพ้ได้อย่างไรบ้าง ?

      ถ้าครอบครัวของคุณมีปัญหาภูมิแพ้คุณควรจะดูแลตนเองในระหว่างการตั้งครรภ์ตั้งแต่แรก โดยการเลี่ยงสารก่อแพ้ต่างๆ ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้ แพ้ได้ง่ายๆ เช่น ถั่วลิสง ( รวมถึง เนยถั่วลิสง, คุ๊กกี้ถั่ว, ไอสครีมถั่ว) หรือ อาหารทะเลปริมาณมากๆ
  2. พยายามให้นมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ( ถ้าทำได้ ) ในช่วงการเลี้ยงนมแม่นั้น คุณเองก็ควรหลีกเลี่ยงไม่ทาน ไข่ นมวัว ถั่ว และอาหารทะเล
  3. ถ้าคุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ เนื่องจากมีน้ำนมไม่พอ หรือ ไม่สามารถทำได้ จากสาเหตุต่างๆ ก็ควรพิจารณาใช้นมที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ทำ ให้เกิดการแพ้น้อย (Hypoallergenic) เพื่อลดโอกาส เกิด ปัญหาการแพ้ ให้ลด น้อยลง
  4. ไม่ควรให้มีการสูบบุหรี่ในบ้าน
  5. ไม่ใช้พรม ในห้องนอน ( หรือ ทั้งบ้าน )
  6. ใช้ ที่นอนและ เครื่องนอนที่ป้องกันไรฝุ่น
  7. รักษาความสะอาดในบ้านให้สม่ำเสมอ พยายามให้มีฝุ่น เชื้อรา และ สารก่อแพ้ ให้น้อยที่สุด
  8. ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน ( เช่น แมว, หนูแฮมสเตอร์, นกแก้ว, นกหงส์หยก ฯลฯ ) หรือ ปลูกต้นไม้ในห้องนอน ( มีเชื้อรา ในดินได้ )

 

โรคเชื้อราในปาก(Thrush)


ลิ้นเป็นฝ้า /โรคเชื้อราในปาก(Thrush)

โรคเชื้อราในปาก(Thrush)

คุณแม่หลายท่านกังวลใจอยู่ไม่น้อย เมื่อพบว่าลูกมีฝ้าขาวๆในปาก ติดแน่นเช็ดล้างไม่ออก ฝ้าขาวที่ว่านั้นก็คือโรคเชื้อราที่ปาก (ยีสต์) เป็นโรคเชื้อราที่อาจเกิดที่หัวนมหรือในเต้านมเนื่องจากเชื้อสามารถเจริญ เติบโตในน้ำนม การติดเชื้อเกิดจากเชื้อ candida ที่มีปริมาณมากเกินไป โดยปกติเชื้อcandida สามารถพบได้ในร่างกายคนปกติโดยจะถูกควบคุมให้อยู่ใน ระดับที่ไม่เป็นอันตรายโดยแบคทีเรียตามธรรมชาติที่อยู่ในร่างกาย  แต่ถ้า ความสมดุลของแบคทีเรียตามธรรมชาติเปลี่ยนไป candidaสามารถเพิ่มปริมาณมาก ขึ้นจนทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเชื้อราในปากมีตั้งแต่ ผิวหนังมีความชื้นมากไป หรือหัวนมปวดหรือแตก การรับประทานยาแก้อักเสบ การรับประทานยาคุมกำเนิดหรือสเตียรอยด์ การรับประทานอากหารที่มีปริมาณน้ำตาลมากหรืออาหารที่มียีสต์ การเจ็บป่วยเรื้อรังเช่น การติดเชื้อ HIV โรคเบาหวาน หรือภาวะโลหิตจางถ้าคุณเจ็บหัวนมนานหลายวันเกินไปทั้งที่ท่าดูดนมของลูกถูก ต้องและท่าอุ้มให้นมถูกต้อง  หรืออยู่ๆคุณก็มีอาการเจ็บหัวนมทันทีจากที่ให้ นมลูกมาหลายสัปดาห์และไม่เคยเจ็บมาก่อน   คุณอาจติดโรคเชื้อราในปาก อาการอื่นๆที่แสดงว่าคุณเป็นโรคนี้ ได้แก่ หัวนมเป็นสีชมพู ตกสะเก็ด คัน หรือแตก หรือหัวนมมีสีชมพูเข้ม หัวนมพุพอง คุณอาจมีอาการเจ็บลึกๆในเต้านมระหว่างหรือหลังการให้นม หรือปวดเต้านการติดเชื้อสามารถก่อตัวในปากของลูกจากการสัมผัสกับหัวนม โดยจะมีลักษณะเป็นจุดขาวบนหรือในกระพุ้งแก้ม เหงือกหรือลิ้น การติดเชื้ออาจมีลักษณะเหมือนผื่นผ้าอ้อม (จุดเล็กสีแดงรอบๆผื่น) แต่ไม่สามารถใช้รักษาให้หายโดยยารักษาผื่นผ้าอ้อม ทารกหลายคนที่เป็นโรคเชื้อราในปากอาจปฏิเสธการดูดนม หรืออาจมีแก๊สในท้อง หรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว อย่าเพิ่งกลุ้มไปค่ะ เรมีวิธีแก้ไขปัญหามาฝาก

วิธีแก้

  • ถ้าคุณหรือลูกคุณมีอาการดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิฉัยโรค
  • คุณควรใช้ยาทั้งสำหรับรักษาหัวนมและยาสำหรับลูก  ยาสำหรับมารดามักเป็น ครีมหรือขื้ผึ้งสำหรับทาหัวนม ยาสำหรับเด็กมักเป็นยาน้ำสำหรับรับประทาน(เพื่อรักษาอาการในช่องปาก) หรือครีมหรือขี้ผึ้งสำหรับรักษาผื่นด้านนอก
  • มียาหลายชนิดที่ใช้กันมานานหลายปีเพื่อรักษาโรคเชื้อราในช่องปาก แต่ปัจจุบัน candida มักจะดื้อยาเหล่านี้ หนึ่งในยาที่เก่าแก่ที่สุดแต่มีประสิทธิภาพในการรักษาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่ง แพทย์คือ herbal gentian violet (ยาป้ายลิ้นสีม่วง)  มันใช้ได้ผลเร็วและไม่แพง คุณสามารถซื้อได้ตามเคาน์เตอร์ขายยาทั่วไป ใช้คอตตันบัตแต้มยาป้ายที่ปากลูก หรือป้ายที่หัวนม  ข้อเสียของยานี้คือเปรอะเปื้อนได้ง่าย ก่อนใช้ควรถอดเสื้อผ้าลูกออกจนถึงผ้าอ้อม ส่วนของคุณก็ถอดส่วนเหนือเอวขึ้นไป  เมื่อกวาดลิ้นลูกเสร็จ ก็ให้ลูกดูดนมวิธีนี้จะทำให้ยามาอยู่บนหัวนมและลานนมได้ ถ้าหัวนมยังมียาไม่มากพอก็ใช้คัตตอนบัดป้ายยามาทาจนทั่ว ทำทุกวันวันละครั้งประมาณ 1 สัปดาห์ ปรึกษากุมารแพทย์หากมีคำถามเกี่ยวกับยานี้
  • ถ้าคุณใช้ยาครั้งแรกแล้วไม่เห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ของคุณและกุมารแพทย์เพื่อขอใบสั่งยา ฟลูคอนาโซล (Fluconazole), คีโตคอนาโซล (ketoconazole), และ ไอทราคอนาโซล (itraconazole) ซึ่งเป็นยาต้านเชื้อราที่ปลอดภัยสำหรับแม่และเด็ก ฟลูคอนนาโซล (Fluconazole) มักรับประทานในครั้งแรก 400 มิลลิกรัม หลังจากนั้นรับประทานครั้งละ 100 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ นอกจากรับประทานยาเหล่านี้แล้วคุณอาจต้องปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเช่น รับประทานกระเทียมมากขึ้น ลดน้ำตาลทรายขาววหรือคาร์โบไฮเดรต รับประทานอาหารที่มีแลคโตบาซิลัส lactobacillus และ primadophilus bifidusปรึกษาที่ปรึกษาด้านการให้นม ( Lactation Consultant) หรือแพทย์เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาโรคนี้
  • โรคนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการรักษา ที่สำคัญที่สุดต้องไม่พยายามให้เชื้อแพร่ออกไป อย่าเก็บสต็อคนมที่มีเชื้อนี้อยู่ เปลี่ยนแผ่นรองซับน้ำนมบ่อยๆ ล้างหรือซักเสื้อผ้าหรือผ้าเช็ดตัวที่สัมผัสบริเวณที่มีเชื้อด้วยน้ำร้อนที่ อุณหภูมิสูงกว่า 122 องศาฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 50องศาเซลเซียส)
  • สวมเสื้อชั้นในสะอาดทุกวัน
  • ล้างมือคุณและล้างมือลูกบ่อยๆ โดยเฉพาะเด็กที่ชอบดูดนิ้ว
  • ต้มจุกหลอก จุกนม และของเล่นที่ลูกเอาเข้าปากโดยต้มเป็นเวลา 20 นาทีทำทุกวันเพื่อฆ่าเชื้อ หลังใช้ไป 1 สัปดาห์ให้ทิ้งจุกและของเล่นเหล่านั้นและซื้อใหม่
  • ต้มอุปกรณ์ปั๊มนมทุกชิ้นที่สัมผัสกับน้ำนมเป็นเวลา 20 นาทีทุกวัน
  • ตรวจสอบสมาชิกในบ้านคนอื่นว่าไม่ได้เป็นโรค หากเป็นให้รีบรักษา

โรคคอตีบ (Diphtheriae)


โรคคอตีบ (Diphtheriae)

โรคคอตีบ หรือ ดิพทีเรีย เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ ในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ ซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ และจากพิษ (exotoxin) ของเชื้อจะทำให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นประสาทส่วนปลาย

สาเหตุ
โรคคอตีบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae (C. diphtheriae) ซึ่งมี รูปทรงแท่งและย้อมติดสีแกรมบวก มีสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ (nontoxogenic) พิษที่ถูกขับออกมาจะชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตาย

ระบาดวิทยา
โรคติดต่อชนิดนี้ เชื้อจะพบอยู่ในคนเท่านั้นโดยจะพบอยู่ในจมูกหรือลำคอของผู้ป่วยหรือผู้ติด เชื้อ โดยไม่มีอาการ (carrier) ติดต่อกันได้ง่ายโดยการได้รับเชื้อโดยตรงจากการไอ จามรดกัน หรือพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด เชื้อจะเข้าสู่ผู้สัมผัสทางปากหรือทางการหายใจ บางครั้งอาจติดต่อกันได้โดยการใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือ การดูดอมของเล่นร่วมกันในเด็กเล็ก ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญในชุมชน ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วยโรคคอตีบในชุมชนแออัด ในกลุ่มชนที่มีเศรษฐานะไม่ดี เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนจะติดเชื้อได้ตั้งแต่เล็กหลังจากภูมิต้านทานจากแม่ หมดลง ในประเทศที่ยังพบโรคนี้ได้ชุกชุมส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุระหว่าง 1-6 ปี สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วและมีระดับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบสูง โรคนี้จะหมดไปหรือพบได้น้อยมาก ในประเทศไทยอุบัติการณ์ของโรคได้ลดลงมาก ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่พบจะอยู่ในชนบทหรือในชุมชนแออัด เป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ และพบในเด็กโตได้มากขึ้น
ถึงแม้อุบัติการณ์ของโรคจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนทุกแห่ง แต่อัตราป่วยตาย (case-fatality rate) อยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ คือ ประมาณร้อยละ 10
ระยะฟักตัวของโรคอยู่ระหว่าง 2-5 วัน อาจจะนานกว่านี้ได้ เชื้อจะอยู่ในลำคอของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บางครั้งอาจนานถึงหลายเดือนได้ ผู้ที่ได้รับการรักษาเต็มที่เชื้อจะหมดไป ภายใน 1 สัปดาห์

อาการและอาการแสดง
หลังระยะฟักตัวจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ แผ่นเยื่อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกันเกิดเป็นแผ่นเยื่อ (membrane) ติดแน่นกับเยื่อบุในลำคอ

ตำแหน่งที่จะพบมีการอักเสบและมีแผ่นเยื่อได้ คือ
- ในจมูก ทำให้มีน้ำมูกปนเลือดเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น
- ในลำคอและที่ทอนซิล ซึ่งแผ่นเยื่ออาจจะเลยลงไปในหลอดคอ จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันหายใจลำบาก ถึงตายได้
- ตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ ที่ผิวหนัง เยื่อบุตา ในช่องหู

โรคแทรกซ้อน
1) ทางเดินหายใจตีบตัน
2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
3) ปลายประสาทอักเสบ ทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อ

การวินิจฉัยโรค
อาศัยอาการทางคลินิก มีไอเสียงก้อง เจ็บคอ ตรวจพบแผ่นเยื่อในลำคอ บริเวณทอนซิลและลิ้นไก่ (uvula) มีอาการของทางเดินหายใจตีบตัน การวินิจฉัยที่แน่นอนคือการเพาะเชื้อ C. diphtheriae โดยใช้ throat swab เชื้อบริเวณแผ่นเยื่อหรือใต้แผ่นเยื่อ หรือจากแผ่นเยื่อที่หลุดออกมา เนื่องจากต้องใช้มีเดียพิเศษในการเพาะเชื้อ จึงควรจะต้องติดต่อแจ้งห้องปฏิบัติการเมื่อนำส่ง specimen เมื่อเพาะได้เชื้อ C. diphtheriae จะต้องทดสอบต่อไปว่าเป็นสายพันธุ์ที่สร้าง exotoxin

การรักษา
เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคคอตีบ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะแพทย์จะต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว ผลการรักษาจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นมาก่อนได้รับการรักษา
1) การให้ diphtheria antitoxin (DAT)* เมื่อแพทย์ตรวจและสงสัยว่าเป็นคอตีบ จะต้องรีบให้ DAT โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ไปทำลาย exotoxin ก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทั้งนี้ โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ขนาดของ DAT ที่ให้อยู่ระหว่าง 10,000-20,000 หน่วย โดยพิจารณาตามความรุนแรงของโรค

2) ให้ยาปฎิชีวนะ เพนนิซิลิน ฉีดเข้ากล้ามเป็นเวลา 14 วัน ถ้าแพ้เพนนิซิลิน ให้ erythromycin แทน ยาปฏิชีวนะจะไปทำลายเชื้อ C. diphtheriae
3) เด็กที่มีโรคแทรกซ้อนจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจ จะต้องได้รับการเจาะคอเพื่อช่วยให้หายใจได้ ส่วนโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและทางเส้นประสาท ให้การรักษาประคับประคองตามอาการโรคแทรกซ้อนทางหัวใจนับเป็นสาเหตุสำคัญของ การตายในโรคคอตีบ
4) เด็กที่เป็นโรคคอตีบจะต้องพักเต็มที่ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นปลายสัปดาห์ที่ 2

การป้องกัน
1) ผู้ที่มีอาการของโรคจะมีเชื้ออยู่ในจมูก ลำคอ เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ดังนั้น จึงต้องแยกผู้ป่วยจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแล้ว 2 ครั้ง ผู้ป่วยที่หายจากโรคคอตีบแล้ว อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นเต็มที่ จึงอาจเป็นโรคคอตีบซ้ำอีกได้ ดังนั้นจึงต้องให้วัคซีนป้องกันโรค (DTP หรือ dT) แก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทุกคน
2) ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้นผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคจะติดเชื้อได้ง่าย จึงควรได้รับการติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยทำการเพาะเชื้อจากลำคอ และติดตามดูอาการ 7 วัน ในผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือได้ไม่ครบ ควรให้ยาปฏิชีวนะ benzathine penicillin 1.2 ล้านหน่วย ฉีดเข้ากล้าม หรือให้กินยา erythromycin 50 มก./กก/วัน เป็นเวลา 7 วัน พร้อมทั้งเริ่มให้วัคซีน เมื่อติดตามดูพบว่ามีอาการ และ/หรือตรวจพบเชื้อ ให้ยาปฏิชีวนะดังกล่าว พร้อมกับให้ diphtheria antitoxin เช่นเดียวกับผู้ป่วย
3) ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี

ตากุ้งยิงในเด็กเล็ก


ตากุ้งยิงในเด็กเล็ก

ตากุ้งยิงในเด็กเล็ก

เป็นการอักเสบของต่อมน้ำตาที่เปลือกตา มีชนิดติดเชื้อกับชนิดไม่ติดเชื้อชนิดติดเชื้อจะแบ่งเป็นแบบด้านนอกทำให้ เห็นการอักเสบบริเวณเปลือกตา และแบบด้านใน ทำให้การอักเสบจะเห็นได้ชัดเมื่อปลิ้นเปลือกตาด้านในดู

การรักษา

  1. โดยการใช้ยา ให้ยาปฏิชีวนะ หยอดตาวันละ 4 ครั้ง,ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน
    นั้นจะพิจารณาให้เมื่อมีการอักเสบติดเชื้อของเปลือกตาบริเวณรอบๆร่วมด้วย,
    ประคบน้ำอุ่นครั้งละ 15 นาทีวันละ 4ครั้ง,นวดเบาๆที่เปลือกตาบ่อยๆ
  2. โดยการกรีดรักษา เมื่อใช้การรักษาข้างต้นแล้วไม่หายใน 3-4 สัปดาห์ (หรือกรีดเลยแต่แรกก็ได้)
    โดยจะร่วมกับการให้ยาปฎิชีวนะหยอดตาและประคบอุ่นวันละ 4 ครั้งนาน 7 วัน

สิ่งสำคัญนอกจากการรักษาคือการให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำของ ตากุ้งจริง เนื่องจากในเปลือกตาแต่ละข้างมีต่อมน้ำตาที่อาจอักเสบเป็นตากุ้งยิงได้ มากกว่าข้างละ 40-50 ต่อม ดังนั้นจึงควรแนะนำการหลีกเลี่ยงฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตาและการใช้มือที่ไม่ สะอาดขยี้ตา เพราะอาจทำให้เป็นตากุ้งยิงซ้ำได้บ่อยๆ

โรคมือเท้าปากเปื่อย ( Hand foot mouth syndrome)

4829355760_32767173f6_z

โรคมือเท้าปากเปื่อย  ( Hand foot mouth syndrome)

โรคมือเท้าปากจะเกิดเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus genusซึ่งเชื้อโรคในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย polioviruses, coxsackieviruses, echoviruses, and enteroviruses.

สาเหตุ

โรคปากเท้าเปื่อยเกิดจาการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Coxsackievirus ส่วนมากพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า5ปี  อาการที่แสดงว่าเป็นโรค มือ เท้า ปาก ได้แก่ ผื่นที่ มือ เท้าและที่ปาก เริ่มต้นเป็นที่ปาก เหงือก เพดาน ลิ้น และลามมาที่มือ เท้า บริเวณที่พันผ้าอ้อมเช่นก้น ผื่นจะเป็นตุ่มน้ำใส มีแผลไม่มากอายุที่เริ่มเป็นคือ 2 สัปดาห์จนถึง 3 ปีผื่นจะหายใน 5-7 วัน

อาการแสดง

อาการมักจะเริ่มด้วยไข้ เบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัวเจ็บคอ หลังจากไข้ 1-2 วันจะเห็นแผลแดงเล็กๆที่ปากโดยเป็นตุ่มน้ำในระยะแรกและแตกเป็นแผล ตำแหน่งของแผลมักจะอยู่ที่เพดานปาก หลังจากนั้นอีก1-2 วันจะเกิดผื่นที่มือและเท้า แต่ก็อาจจะเกิดที่แขน และก้นได้ เด็กที่เจ็บปากมากอาจจะขาดน้ำ

  • ไข้
  • เจ็บคอ
  • มีตุ่มที่คอ ปาก เหงือกลิ้นโดยมากเป็นตุ่มน้ำมากกว่าเป็นแผล
  • ปวดศีรษะ
  • ผื่นเป็นมากที่มือรองลงมาพบที่เท้าที่ก้นก็พอพบได้
  • เบื่ออาหาร
  • เด็กจะหงุดหงิด

ระยะฝักตัว

หมายถึงระยะตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการใช้เวลาประมาณ 4-6 วัน

การติดต่อ

โรคนี้มักจะติดต่อในสัปดาห์แรก เชื้อนี้ติดต่อจากการสัมผัสเสมหะ น้ำลายของผู้ที่ป่วย หรือน้ำจากผื่นที่มือหรือเท้า และอุจาระ ระยะที่แพร่เชื้อประมาณอาทิตย์แรกของการเจ็บป่วย เชื้อนั้นอาจจะอยู่ในร่างกายได้เป็นสัปดาห์หลังจากอาการดีขึ้้นแล้ว ซึ่งยังสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้แม้ว่าจะหายแล้ว

การวินิจฉัย

โดยการตรวจร่างกายพบผื่นบริเวณดังกล่าว

การรักษา

ไม่มีการรักษาเฉพาะโดยมากรักษาตามอาการ

  • ถ้ามีไข้ให้ยา paracetamol ลดไข้ห้ามให้ aspirin
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือใช้เกลือ1/2ช้อนต่อน้ำ1แก้วต้องมั่นใจว่าเด็กบ้วนคอได้
  • ดื่มน้ำให้พอ
  • งดอาหารเผ็ด หรืออาหารเป็นกรดเพราะจะทำให้ปวด

โรคนี้หายเองได้ใน 5-7 วัน

โรคแทรกซ้อน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ coxsackievirus A16 ซึ่งหายเองใน 1 สัปดาห์ แต่หากเกิดจากเชื้อ enterovirus 71 โรคจะเป็นรุนแรงและเกิดโรคแทรกซ้อน

  • ภาวะขาดน้ำ ต้องกระตุ้นเด็กให้รับน้ำให้เพียงพอ หากขาดน้ำรุนแรงจะต้องได้รับน้ำเกลือ
  • มีการติดเชื้อซ้ำบริเวณที่เป็นแผล
  • อาจจะเกิดชักเนื่องจากไข้สูง ต้องเช็ดตัวเวลามีไข้และรับประทานยาลดไข้
  • อาจจะเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • สมองอักเสบได้ ผู้ป่วยจะเกิดอาการ อาเจียน ซึม และชัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหาย

การป้องกันโรค

โรคมือเท้าปากจะติดต่อจากคนสู่คนโดยการสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วย รวมทั้งน้ำจากตุ่ม และอุจาระ การลดความเสี่ยงของการติดต่อทำได้โดย

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับเด็กที่ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย สวมถุงมือเมื่อจะทำแผลผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงที่มีคนมาก
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่มีการจับ่อย เช่นลูกบิด โทรศัพท์
  • ไม่แบ่งของเล่นืกับเด็กปกติ

อาการที่ควรพบแพทย

  • ไข้สูงรับประทานยาลดไข้แล้วไม่ลง
  • ดื่มน้ำไม่ได้และมีอาการขาดน้ำ ผิวแห้ง ปัสสาวะสีเข็ม
  • เด็กระสับกระส่าย
  • มีอาการชัก
  • แผลไม่หาย

หวัดเรื้อรังจากภูมิแพ้ในเด็ก

หวัดเรื้อรังในเด็กเล็ก

หวัดเรื้อรังจากภูมิแพ้ในเด็ก

โรคภูมิแพ้ คือ ภาวะโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารแปลกปลอมที่ เข้าสู่ร่างกาย ที่คนปกติทั่วไปไม่มี อาการจะเกิดขึ้นเมื่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ไปสัมผัส หรือรับเอาสารที่แพ้เข้าไปในร่างกาย โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศอย่างเดียว พบได้ประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด และพบมากในเมืองหลวงที่มีมลพิษในอากาศมาก
โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย คือ โรคภูมิแพ้ซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ หวัดเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หอบหืด นอกจากนี้ โรคภูมิแพ้อาจจะเกิดขึ้นกับระบบของร่างกาย เช่น ลมพิษ ตาแพง ตามัว หรือระบบทางเดินอาหาร ทำให้ท้องเดิน ท้องเสียบ่อย ๆ เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกที่เรียกว่า หวัดเรื้อรังจากภูมิแพ้ จะมีอาการที่พบแพทย์ คือ คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก และจามบ่อย โดยเฉพาะเวลาไปสัมผัสกับสารที่แพ้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ จนบางครั้งเราเรียกว่า โรคแพ้อากาศ ซึ่งอากาศต่าง ๆ เหล่านี้จะมีมากพอที่จะรบกวนสมาธิ การเรียน การนอน การพักผ่อนของเด็ก  โรคหวัดเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา และปล่อยให้มีอาการเป็นเวลานาน ๆ อาจจะทำให้มีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ริดสีดวงจมูก ไอเรื้อรัง หอบหืด ได้ พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้อากาศ ร้อยละ 40 จะเป็นโรคไซนัสอักเสบร่วมด้วย ในขณะที่เด็กที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง 70-80% จะมีโรคแพ้อากาศเป็นสาเหตุชักนำ

สารก่อภูมิแพ้  สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย ๆ ในเด็ก ดังนี้

  • ฝุ่นในบ้าน ฝุ่นที่ทำให้เกิดการแพ้ มักจะเป็นฝุ่นในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอน ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ซากแมลงต่าง ๆ รังแค และขี้ไคล ของคนและสัตว์ ใยอาหารและวัสดุต่าง ๆ การสลายตัวของที่นอน หมอนมุ้ง หนังสือและเสื้อผ้าเก่า ๆ เป็นต้น
  • ตัวไรฝุ่น เราจะพบเชื้อราอยู่ในอากาศ อาศัยอยู่ในฝุ่น และกินขี้ไคลหรือรังแคของคนชอบอยู่ในที่มืด และอุณหภูมิไม่สูงมากนัก ถ้าโดนแสงแดดจัดจะตาย
  • เชื้อรา เราจะพบเชื้อราอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะในที่อับชื้น ซึ่งเป็นสารที่ก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ และหลีกเลี่ยงได้ยากอันหนึ่ง ขนและรังแคของสัตว์ จำพวกสุนัข แมว เป็ด ไก่ นก ละอองเกสรหญ้าและดอกไม้ ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ หญ้าแพรก หญ้าขน กระถินณรงค์ ข้าวโพด มะพร้าว ซากเศษแมลงสาบ นอกจากนี้อาจจะเกิดจากนุ่น สเปรย์ฉีดผม ยาฆ่าแมลง อาหาร และยาบางชนิด เช่น อาหารทะเล ไข่ นม เป็นต้น

ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดอาการได้ง่ายขี้น

1. การเปลี่ยนแปลงของอากาศส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศหรือกระทบอากาศเย็น แต่บางคนมีอาการตอนอากาศร้อน หรือเวลาโดนลมพัด
2. ระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจจากควันบุหรี่ ท่อไอเสียรถยนต์ คลอรีนในสระน้ำ
3. ร่างกายอ่อนเพลีย อดหลับอดนอน และอารมณ์ตึงเครียด

การรักษาโรคภูมิแพ้

มีหลายประการ วิธีที่สำคัญ คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ อันดับต่อมา คือ การใช้ยาระงับอาการ และการฉีดสารภูมิแพ้ เพื่อพระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานสารที่แพ้นั้น
1. การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เป็นหลักของการรักษา โดยพยายามหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ให้มากที่สุด กระทำได้โดย ห้องนอนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กจะใช้เวลาอยู่นานถึง 7-8 ชั่วโมง ดังนั้นจำเป็นต้องกำจัดสิ่งที่แพ้ออกจากห้องนอนให้หมด โดยจัดให้มีของอยู่น้อยที่สุด เพื่อทำความสะอาดได้ง่ายและไม่เป็นที่กักเก็บฝุ่น ควรเป็นห้องปรับอากาศที่ควบคุมไม่สูง และต่ำเกินไป มีการถ่ายเทอากาศที่ดี ที่นอนและหมอนควรตากแดดบ่อย ๆ เพื่อกำจัดตัวไรฝุ่น หลีกเลี่ยงการใช้ที่นอนที่ทำจากนุ่น ควรใช้เป็นใยสังเคราะห์ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขน เช่น แมว หมา ไว้ในบ้านหลีกเลี่ยงละอองเกสรดอกไม้ หญ้า วัชพืช สิ่งระคายเคืองต่าง ๆ จำพวกควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียรถยนต์กำจัดแมลงต่าง ๆ โดยเฉพาะแมลงสาบภายในบ้านอย่าให้มีบริเวณอับทึบ และชื้น เพราะจะเป็นการเพิ่มปริมาณเชื้อราของอากาศในบ้านหลีกเลี่ยงการรับประทาน อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น อาหารทะเล หรืออาหารที่ทำมาจากเชื้อราและยีสต์
2. การใช้ยาระงับอาการ ยาแก้แพ้ มีหลายชนิด ทั้งกินวันละครั้ง จนถึงกินวันละสามเวลา กินแล้วง่วงนอนและไม่ง่วงนอน การเลือกใช้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้ยาหยอดจมูกเพื่อให้จมูกโล่ง เพราะถ้าใช้นาน ๆ จะทำให้เยื่อบุบวมมากขึ้น และอาการคัดจมูกเป็นมากกว่าเดิมได้ยาพ่นรักษา ซึ่งเป็นกลุ่มสเตียรอยด์ ได้ผลดี และมีผลข้างเคียงน้อย ใช้ในเด็กได้ แต่มีราคาแพง
3. การฉีดสารภูมิแพ้เป็นการรักษาโดยการฉีดสารสกัดจากสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้เข้าไป ครั้งละน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มจำนวนตามลำดับ จนผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ และมีอาการดีขี้น ข้อเสีย คือ ต้องฉีดยาอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานาน 3-5 ปี แนะนำให้ใช้ในเด็กเล็กอายุ 5 ปีขี้นไปที่มีอาการหวัดเรื้อรังรุนแรง และเป็นบ่อย รวมทั้งใช้ยาแล้วไม่สามารถควบคุมอาการได้
4. การรักษาด้วยการผ่าตัดใช้เป็นการรักษาร่วมกับการรักษาข้างต้น ในเด็กที่มีภาวะแทรกซ้อนจากภูมิแพ้ เช่น ริดสีดวงจมูก หรือไซนัสอักเสบ เพื่อให้อาการคัดจมูกดีขึ้น แต่เป็นที่โชคดีของเด็ก ที่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ไม่ค่อยพบในเด็ก และถึงแม้ว่าจะพบ ส่วนใหญ่ก็สามารถรักษาหายได้ด้วยยารักษา

 

ขอบคุณข้อมูล พอ.นพ. กรีฑา ม่วงทอง   แพทย์หู คอ จมูก รพ.พระมงกุฎเกล้า

โรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้นคือ กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก (ก่อนอายุ 7 ขวบ) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่นของเด็ก กลุ่มอาการนี้ได้แก่ ขาดสมาธิ (attention deficit), การขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง (impulsivity), อาการซน (hyperactivity)

เด็กบางคนอาจจะมีอาการซนและการขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองเป็นอาการ หลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจจะมีอาการขาดสมาธิเป็นปัญหาหลัก พบได้บ่อยพอ ๆ กันในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย โรคสมาธิสั้นนี้พบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยเรียน เป็นโรคสมาธิสั้น

 

จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่

1. การขาดสมาธิ (attention deficit) โดยสังเกตพบว่าเด็กจะมีลักษณะดังนี้

- ไม่สามารถทำงานที่ครู หรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ

- ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น

- ดูเหมือนไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย

- ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดบ่อย

- ไม่ค่อยเป็นระเบียบ

- วอกแวกง่าย

- ขี้ลืมบ่อย ๆ

- มีปัญหาหรือพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ

- ทำของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับงานหรือการเรียนหายอยู่บ่อย ๆ

2. การซน (hyperactivity) และการขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง (impulsivity) เด็กจะมีลักษณะดังนี้

- ยุกยิก อยู่ไม่สุข

- นั่งไม่ติดที่ ลุกเดินบ่อย ๆ ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน

- ชอบวิ่ง หรือปีนป่ายสิ่งต่าง ๆ

- พูดมาก พูดไม่หยุด

- เล่นเสียงดัง

- ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย

- ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ

- รอคอยไม่เป็น

- ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่

 

โรคสมาธิสั้น

หากเด็กมีลักษณะในข้อ 1 หรือ 2 รวมกันมากกว่า 6 ข้อ อาการเด็กของท่านมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น

การรักษาโรคสมาธิสั้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการผสมผสานการรักษาหลายด้านดังนี้

1. การรักษาทางยา ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นเป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ยาจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบขึ้น มีความสามารถในการควบคุมตัวดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีคือ เด็กจะมีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (seft-esteem) ดีขึ้น และมีความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้น

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว ผู้ปกครองและครูของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูก ต้องเพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตีหรือการลงโทษทางร่างกาย เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธหรือแสดงพฤติกรรมต่อต้านและก้าวร้าวมาก ขึ้น วิธีการที่ได้ผลดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวัล (positive reinforcement) เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบหรือตัดสิทธิอื่น ๆ (negative reinforcement)

3. การช่วยเหลือทางด้านการเรียน เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียนหรือเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพร่วมด้วย ดังนั้นครูจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้ เรียนได้ดีขึ้น

โรคสมาธิสั้น

 

เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีโอกาสหายได้หรือไม่

เมื่อผ่านวัยรุ่นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากโรคนี้ และสามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้ตามปกติ โดยไม่ต้องรับประทานยา ส่วนใหญ่ของเด็กสมาธิสั้นจะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าเด็กดูเหมือนจะซนน้อยลง และมีความสามารถในการควบคุมดีขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนสามารถปรับตัวและเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนัก ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจจะยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นอยู่มาก ซึ่งจะมีผลเสียต่อการศึกษา การงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

 

โรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น

ที่มา : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 http://www.youtube.com/watch?v=i_Un2TXiPkk